logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos

บทความอักษรสัมพันธ์ ตอนที่ 1 สารบรรณ

Design
Branded Content
บทความอักษรสัมพันธ์ ตอนที่ 1 สารบรรณ
Seriesอักษร สัมพันธ์ Connect the Dots
SubscribeYoutube
Published14 June 2021
Read in

“สารบรรณ” เป็นแบบตัวหนังสือที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในเมืองไทย ตั้งแต่เอกสารราชการ ป้ายบอกทาง ฉลากสินค้า จนถึงการใช้งานทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นฟอนต์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบัน สารบรรณถูกพัฒนามาหลายเวอร์ชั่นตลอดระยะเวลานับสิบปี มีหลากหลายชื่อจนกระทั่งถึงเวอร์ชั่นปัจจุบัน อักษรสัมพันธ์ตอนที่ 1 เรามีโอกาสพูดคุยกับผู้ออกแบบฟอนต์สารบรรณ คุณศุภกิจ เฉลิมลาภ ถึงที่มาที่ไปของฟอนต์แห่งชาติตัวนี้ 

จากจุดเริ่มต้นที่เติบโตมาในครอบครัวทำร้านป้าย เปลี่ยนแปลงมาเป็นจุดเริ่มต้นของออกแบบตัวอักษรได้อย่างไร 

 

 

ในสมัยก่อนตอนเราทำป้าย มันจะไม่ได้เป็นเหมือนทุกวันนี้ ที่ใช้คอมพิวเตอร์แล้วก็พิมพ์ แล้วก็ปรินท์อิ๊งค์เจ็ทออกมา ในสมัยก่อนเวลาทำป้าย แต่ละร้านจะต้องใช้พู่กันในการเขียน แล้วก็ใช้ดินสอในการร่าง เพราะฉะนั้นแต่ละร้านจะมีเหมือนสิ่งที่เรียกว่าเป็นลายเซ็น เพราะว่าแบบตัวอักษรของแต่ละร้านจะไม่เหมือนกัน ถ้าเวลาเราเห็นป้ายผ้าผืนนี้ เราจะรู้เลยว่าร้าน หรือป้ายอันนี้ ผืนนี้ร้านไหนเขียน เพราะว่า อ อ่าง แบบนี้มีเขียนแค่ร้านนี้ หรือ อ อ่างแบบนี้ อีกร้านหนึ่งเขียน หรือว่า ส เสือ แบบนี้เป็นอีกร้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นสมัยก่อนการทำป้ายมันจะเป็นแต่ละร้านก็จะมีวิธีการเขียน หรือว่าก็มีวิธีคิดในการเขียนแบบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน 

 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจเรื่องฟอนต์เป็นพิเศษ เพราะว่าในยุคนั้น ย้อนไปตอนที่ผมทำป้ายในยุคแรกๆ ยังไม่มีคอมพิวเตอร์นะครับ เพราะว่าคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นก็ราคาสูง แล้วก็ไม่ได้ใช้แพร่หลายในวงการป้ายมากนัก เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะใช้การร่างด้วยมือ ด้วยดินสอ 

 

ทีนี้ถ้าเกิดว่าพอยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในการทำป้าย หมายความว่าคนที่ต้องการป้ายในสมัยนั้นก็จะต้องการให้มันมีหน้าตาหรือรูปแบบของอักษรที่เป็นเหมือนฟอนต์ที่เป็นที่นิยมในเวลานั้น เพราะฉะนั้นในเวลาที่เราต้องการฟอนต์ เราก็จะต้องไปให้ร้านที่เขามีคอมพิวเตอร์ ที่เขาพิมพ์แล้วก็ปรินท์ออกมาได้ ก็คือเขาจะพิมพ์ แล้วก็ปริ้นท์ข้อความนั้นออกมาเป็นสัดส่วนที่เราต้องการ แล้วเราก็เอาแบบนั้นมาดราฟท์ใส่กระดาษ เขียน แล้วก็ใส่ผ้าหรือใส่แผ่นไม้อัดใหญ่ๆ เพื่อที่จะลงสีด้วยพู่กันอีกทีหนึ่ง 

 

แล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราเลือกฟอนต์เราในคอมพิวเตอร์ แล้วปรากฏว่า มันมีวรรณยุกต์อยู่ตัวหนึ่งที่เรารู้สึกว่า พอเรามองแล้วเรารู้สึกว่า ถ้ามันไม่เป็นแบนี้ มันจะดีกว่านี้ถ้ามันเปลี่ยนตรงนั้น มันจะดีกว่านี้ เราก็เลยพูดว่าอันนี้ถ้ามันดีกว่านี้ได้นะ แล้วก็คนที่เป็นคนทำคอมพิวเตอร์เขาบอกว่า ถ้าอยากได้ถูกใจก็ทำเองสิ เราก็เลยบอก ฟอนต์มันทำได้ด้วยเหรอ 

 

นั่นเป็นคำถามในใจนะ เพราะเราสิ่งที่เราคิดก็คือเราคิดว่าฟอนต์มันคือสิ่งที่มันเป็นซอฟต์แวร์ แล้วมันก็มากับระบบปฏิบัติการ แล้วมันก็มีแค่นั้น หมายความว่าทำเพิ่มเองไม่ได้ เพราะว่าในยุคนั้นเราไม่ได้ยินการพูดถึงการทำฟอนต์อย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นตอนนั้นก็เลยเป็นคำถามที่จุดประกายให้เราคิดว่า ฟอนต์มันทำได้ด้วย แล้วเราสามารถที่จะทำที่เราถูกใจได้ ก็เลยเป็นที่มาของการเริ่มสนใจการทำฟอนต์ตั้งแต่ตอนั้น

 

การทำฟอนต์ในยุคนั้นศึกษาจากแหล่งไหน

 

พอเราตอนนั้นเราเริ่มอยากจะรู้ เราก็พยายามหาข้อมูล แล้วเราก็พบว่ามันมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่มีการเขียนเรื่องนั้นไว้ แล้วเราก็พยายามไปตามหาหนังสือเล่มนั้น หาอยู่หลายที่มากจนสุดท้ายไปได้ที่ se-ed เล่มหนึ่ง ก็ปรากฏว่า พอได้มามันเป็นหนังสือที่เชยไปแล้ว อย่างตัวแผ่นตัวอย่างงานที่เขาให้มาในเล่ม มันเป็นไดร์ฟขนาดใหญ่ ซึ่งตอนที่ผมใช้มันไม่ทันแล้ว หมายความว่าเครื่องอ่านไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นไฟล์ตัวอย่างที่ได้มามันก็ใช้อะไรไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เหมือนกับลองผิดลองถูก ทำความเข้าใจ ศึกษาไปเรื่อยๆ 

 

จุดเริ่มต้นของ Sarabun ในช่วงการเกิดขึ้นของฟอนต์แห่งชาติ

 

ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ผมเห็น คือผมมาแถวจุฬาฯ ตอนนั้นเขาจัดงาน ๑๐ ตัวพิมพ์ กับ ๑๐ ยุคสังคมไทย ในนั้นก็มีใบสมัครสำหรับประกวด

 

เหตุผลในยุคนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงเรื่องของระบบ เพราะว่าฟอนต์ในยุคที่แล้วมันจะเป็นแอสกี้ ก็คือการเข้ารหัสแบบที่เอาตัวไทยไปสวมในช่องของละตินนะครับ ระบบการเรียงวรรณยุกต์ เรียงสระ มันเป็นการยืมช่องของละตินไปใช้ เพราะฉะนั้นตอนนั้นมันเป็นการเปลี่ยนผ่านระหว่างแอสกี้มาเป็น unicode แล้วก็ทำให้ฟอนต์ที่เป็นแอสกี้แต่เดิมไม่มีใครพาเขามา 

 

 

หมายความว่าฟอนต์เป็นซอฟต์แวร์ที่ต้องมีคนพัฒนา ถ้าไม่มีคนพัฒนามันก็จะต้องอยู่ที่เดิม เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นยุคที่เกิดสุญญากาศของฟอนต์ unicode เพราะว่าภาษาไทยไม่มี แล้วก็ยุคนั้นร้านพิมพ์ โรงพิมพ์ก็กลายเป็นว่าไม่มีฟอนต์ในการที่จะเอามาใช้ในการทำสิ่งพิมพ์ต่างๆ ในยุคนั้น เพราะฉะนั้นเขาก็เลยจัดการประกวดขึ้นเพื่อที่จะต้องการหาฟอนต์ใหม่ๆ ทำให้อุตสาหกรรมการพิมพ์สามารถดำเนินต่อไปได้ 

 

เราก็เลยไปประกวดตรงนั้นแหละ แล้วก็ได้รับการคัดเลือกได้เข้าไปเป็น 1 ใน 10 ในสมัยนั้นเราใช้คำว่า ฟอนต์เพื่อชาตินะครับ ยังไม่ใช่ฟอนต์แห่งชาติ 

 

แล้วก็ในครั้งที่เป็นเรื่องของ Sarabun นี่แหละนะครับ ตอนนั้นก็จะเป็นกรมทรัพย์สินทางปัญญานะครับ ร่วมกับ SIPA ในการจัดประกวดงานนี้ขึ้นมา แล้วก็เดิมทีรางวัล หรือว่าที่เขาต้องการที่จะมีฟอนต์มีแค่ 10 ตัวนะครับ โดยเดิมมีแค่ 10 ตัว แต่ว่าโปรเจกต์นี้มีเป็น 10 + 3 นะครับ ก็คือมีอาจารย์ศรีศักดิ์ ท่านเข้ามาเป็นเหมือนกับกรรมการกิตติมศักดิ์นะครับ แล้วก็ท่านก็เลยเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี ท่านก็สนับสนุนรางวัลเพิ่มอีก 3 รางวัล โดยท่านเป็นผู้ออกรางวัลเพิ่มเอง ซึ่งคอนเซ็ปต์ในการประกวดตอนนั้นต้องการฟอนต์ที่เป็น body texts 

 

แล้วมันมีโจทย์มากมายในนั้นว่าต้องการฟอนต์ ที่เราต้องคำนึงถึงว่าถ้าทำแล้ว ตัวแค่ไหน หนาแค่ไหนที่พอจะส่งแฟกซ์แล้วมันยังไม่เละหรือว่าไม่บวมจนเกินไป คือมันมีโจทย์แบบนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะว่ายุคนั้นยังเป็นยุคที่ใช้แฟกซ์ ไม่ใช่ยุคที่ใช้อีเมลอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นั่นก็เป็นชุดแรกที่เป็นฟอนต์ TH Sarabun PSK 

 

แนวคิดในการออกแบบฟอนต์มันมีที่มาของแต่ละแบบได้อย่างไร

 

ย้อนกลับไปตอนประกวด ฟอนต์ TH Sarabun ในยุคที่ประกวด คือโจทย์บอกว่าคุณต้องทำตัวที่เป็น Body texts คือตัว Body texts สมัยนั้นต้องคำนวณเรื่องความหนาของเส้น เรื่อง proportion เพราะมันต้องไม่กว้างเกินไปจนกินพื้นที่เนื้อความเท่ากัน ถ้าเกิดคุณใช้ฟอนต์ที่มันกว้าง proportion มันกว้าง มันก็กินเนื้อที่มากกว่า บางทีอาจจะ 1 แผ่น อาจจะกลายเป็นแผ่นหนึ่งกับอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งพอมากๆ เข้าก็จะเปลือง เพราะฉะนั้น TH Sarabun นั้นจะเห็นว่าตัวค่อนข้างแคบ แล้วก็ถ้าสังเกตดูผมจะใช้เส้นโค้งทั้งบนทั้งล่าง จะต่างจากตัวอื่นๆ อย่างอักษรไทยส่วนใหญ่ แต่ว่า Sarabun จะเป็นโค้งทั้งบนทั้งล่างนะครับ ไม่มีส่วนที่เป็นเส้นตรง ก็จะทำให้ตัวอักษรเวลาที่ดูแล้วก็จะดูเบาๆ ดูสบาย ดูเรียบ 

 

ทีนี้ TH Sarabun เนี่ย ต้องบอกว่า Sarabun เป็นตัวที่บุคลิกค่อนข้างจะกลางมากนะ มันกลางจนถึงวันนี้มันถูกใช้ไปในหลากหลายเสียงมาก มันเหมือนเป็นโฆษกที่เราได้ยินเวลาเราไปเดินห้าง มันเหมือนโฆษณาอะไรก็ได้โดยคนๆ นี้จะเป็นเรื่องจริงจังก็ได้ เรื่องที่แบบลำลองก็ได้ จริงจังมากสุดไปถึงขั้นที่เป็นประกาศทางการ หรือว่าลำลองไปจนถึงขั้นไปเจออยู่ในหนังสือแบบกลอนหวานแหว๋วของวัยรุ่น มันก็ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างกว้าง

 

ทำไม TH Sarabun  แล้วต้องมี PSK ห้อยท้าย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

 

PSK จริงๆ แล้วที่มาของมันนะครับ มันเป็นชื่อ เป็นตัวนำชื่อของคน 3 Gen ก็คือ P คือ ปัตพร  เป็นหลานคนแรกในครอบครัว S ตรงกลางคือศุภกิจ คือผม K ก็คือชื่อแม่ คือกมลวรรณ เราเหมือนกับว่า เราเป็นคนตรงกลาง แล้วเราก็มีคนข้างหลังที่ผลักดันเรา เพื่อที่ทำเพื่อคนรุ่นถัดไป มันเลยเป็นชื่อ PSK ตอนนั้นนะครับ แล้วก็เราใช้ PSK ในฟอนต์ คือในยุคนั้นการทำฟอนต์มันจะมีการใช้ชื่อตระกูลในการนำหน้านะครับ เพราะฉะนั้นตอนเวอร์ชันแรกในการทำฟอนต์เพื่อชาติ เราก็เลยใช้ชื่อ PSK เราตั้งชื่อฟอนต์ว่า Smart ใช่ไหมครับ 

 

ทีนี้พอมาตอนที่เป็นฟอนต์แห่งชาติ มันถูกกำหนดว่าต้องมี TH นำหน้า เพราะฉะนั้นเราก็เลย เอา PSK ที่เราตั้งไว้แล้ว เราต้องการที่จะให้คนรู้ว่ามันคือเจ้าของเดียวกัน เราก็เลยต้องเอา PSK ไปห้อยไว้ตรงท้ายแทน ก็เลยกลายเป็น TH Sarabun แล้วก็มีห้อย PSK เป็นที่มาของชื่อตอนนั้นครับ 

 

TH Sarabun PSK กับ TH Sarabun New ต่างกันยังไง

 

ตอนที่มีโทรศัพท์เข้ามาที่ผมอยู่ในรถ โทรศัพท์เข้ามาก็บอกว่าคุณศุภกิจ ตอนนี้เขาโหวตกันแล้ว ฟอนต์ที่คุณทำจะถูกเลือกเป็นฟอนต์ที่ใช้เป็นฟอนต์หลัก เป็นฟอนต์แห่งชาติที่เป็นฟอนต์หลักของราชการ จะใช้ในทุกหน่วยงานของราชการ ตอนนั้นเราฟังเราก็ตื่นเต้นนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ต้องการทำเพิ่มก็คือว่าในสมัยนั้น ถ้าเรานึกภาพย้อนไป จอคอมพิวเตอร์มันก็ความละเอียดไม่เยอะเท่านี้ ระบบปฏิบัติการในยุคนั้นก็เรนเดอร์ตัวอักษรไม่คมเท่านี้ เพราะฉะนั้นมันก็เลยจะมีปัญหาว่าคอมพิวเตอร์บางเครื่องมันทำให้ฟอนต์แสดงผลไม่ชัดเจน ก็เลยจะต้องทำฟอนต์ตัวที่เป็น TH Sarabun New ขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะทำส่วนการแสดงผลให้มันชัดเจนยิ่งขึ้น เลยเป็นที่มาของการที่มีฟอนต์ชื่อ TH Sarabun New เพิ่มขึ้นมา 

 

ทำไมฟอนต์ Sarabun ถึงได้รับการคัดเลือกเข้าไปอยู่ใน Google Fonts  

 

ย้อนกลับไปว่า ตอนที่เราทำฟอนต์ TH Sarabun New เพื่อที่จะให้เอกสารราชการถูกใช้อย่างแพร่หลายและกว้างขวาง เรียกใช้งานได้ง่ายนะครับ เรามีการคุยกันตลอดกับทาง SIPA ว่าทำยังไงดีที่จะผลักดันให้ฟอนต์ชุดนี้ไปอยู่ใน Google Fonts ได้ไหม หรือให้ Microsoft เอาไป budden ใน Office ได้ไหมนะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันดูเหมือนว่าไม่เกิดขึ้น แต่จริงๆ มันเป็นการคุยกันอยู่เรื่อยๆ 

 

แล้วก็ในที่สุดเราก็คุยจนบรรลุว่าเราจะเอาฟอนต์ทั้งหมดนี้ 13 นะครับ ขึ้นไปเป็น Google Fonts นะครับ เพื่อที่จะให้คนไทยสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ก็เลยมีการพัฒนาขึ้นใหม่หมด โดยการรีไฟล์ใหม่ทั้งหมด หมายถึงว่าวาดขึ้นใหม่ ปรับไซส์ให้เป็นไซส์มาตรฐาน เพราะว่าเมื่อไปอยู่ใน Google Font มันจำเป็นต้องทำให้ตัวโตขึ้น เพราะฉะนั้นขนาดของฟอนต์ชุดที่มี TH นำหน้ากับฟอนต์ชุดที่อยู่ใน Google Font ขนาดพ้อยต์ไซส์จะไม่เท่ากัน ชุดที่อยู่ใน Google Fonts จะมีขนาดมาตรฐานตามตัวละติน เป็นแบบเดียวกับที่ คัดสรร ดีมาก ใช้ในการทำฟอนต์ปัจจุบัน 

 

แล้วก็ตอนนี้ฟอนต์ TH Sarabun PSK ก็ไปถูก budden อยู่ใน Office 365 เรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้คนที่ใช้งานเอกสาร ก็สามารถทำเอกสารราชการโดยใช้ฟอนต์ตัวนี้ได้อย่างสะดวก ง่ายดาย ทั้ง Google doc แล้วก็ทั้ง Office 365 ครับ

 

 

ผลของ Sarabun ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในฐานะคนทำอย่างไรบ้าง

 

คือต้องบอกว่าพอฟอนต์สารบรรณถูกประกาศให้ใช้ ก่อนที่มติ ครม. จะประกาศให้ใช้เป็นฟอนต์ราชการ ตอนนั้นก็ยังเข้าใจว่าคนที่ใช้ในยุคนั้นก็จะเป็นเฉพาะกลุ่มคนที่รู้นะครับ แต่ว่าพอประกาศก็ถูกใช้กว้างขวางขึ้นมากนะครับ กว้างขวางขึ้นมากในระดับที่เราไปเจอว่ามันไปถูกเป็นตราสแตมป์ยู่ที่ลังผลไม้หรือว่ามันเป็นถูกเป็นตัวอักษรข้างรถแท็กซี่ครับ หรือว่าข้างรถ บขส. มันถูกเอาไปใช้เป็นป้ายบอกทาง ถูกเอาไปใช้เป็นป้ายในสนามบิน ถูกเอาไปใช้เป็นป้ายของโรงเรียน ป้ายที่ประกาศเตือน หรือแม้กระทั่งหลายครั้งผมก็เจอหนังสือราชการส่งถึงผม ด้วยฟอนต์ TH Sarabun อย่างนี้เป็นต้น 

ก็เหมือนเรากำลังคุยกับตัวเอง เหมือนเรากำลังพูดแล้วได้ยินเสียงตัวเองให้เราอ่านเป็นแบบนั้น ก็ต้องบอกว่ามันใช้กว้างขวางมากจนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นมันถูกใช้อย่างกว้างขวางมาก ตั้งแต่ทางการที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้ จนถึงลำลองที่สุดเท่าที่มันเป็นนะครับ

 

 

แล้วในฐานะผู้ออกแบบเรารู้สึกยังไงบ้าง

 

ในฐานะผู้ออกแบบ ต้องบอกตรงๆ ว่าครั้งแรกๆ ที่เห็นมันก็เป็นความภูมิใจ เป็นความภูมิใจมาก แต่ว่าพอตอนนี้เราก็กลายว่าเหมือนเราเจออยู่ทุกที่ พูดถึงเรื่องความภูมิใจ คือในวัยเด็ก เราเคยเห็นซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว ข้างหลังซองจะมีรูปเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะกิน เราก็คิดว่าเราอยากเป็นแบบนั้น เราอยากเป็นเหมือนเด็กคนนั้น หมายถึงว่าเป็นใครสักคนหนึ่งที่มันถูกแพร่หลายออกไป ถูกใช้อย่างกว้างขวาง โดยที่ก็ไม่มีใครสนใจหรอกว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร หมายถึงว่าไม่มีใครสนใจหรอกว่าใครเป็นคนทำ 

 

เหมือนรถทุกคันที่มีป้ายวงกลมใช่ไหมครับ ที่มีป้ายภาษีติด รถทุกคันก็ต้องติด โดยที่ผมเชื่อว่าไม่มีสนใจหรอกว่าใครออกแบบ ไม่มีใครสนใจหรอกว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่าก็ต้องติดก็ต้องติดไป แต่ว่าทุกวันนั้นมันกลายเป็นว่า อยากเป็นคนนั้น กลายเป็นว่าเรามาออกแบบสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนวัตถุดิบที่ทำให้คนที่เอาไปออกแบบอะไรก็ตามหยิบไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นป้ายภาษีที่ว่านั้นนะครับ หรือว่าจะเป็นสมุด คู่มือ เล่มทะเบียน รายงานเด็กหรือแม้กระทั่งวิทยานิพนธ์ก็ตาม ทุกคนก็หยิบวัตถุดิบนี้ไปใช้ได้ มันก็เป็นมากกว่าความฝันที่เราเคยฝันในตอนเด็ก มันเป็นมากกว่านั้น 

Further Info

Erik Spiekermann on why type is brand - from Creative Bloq Staff
Share
Explore More
Graphic Design

CONTINUE IN

Design