logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos

Chapbook นั้นคือหนังสือเล่มเล็ก สิ่งพิมพ์ที่มาก่อนกาล ผู้เบิกทางหนังสือทำมือ

Read in

ย้อนกลับในช่วงยุคโมเดิร์นตอนต้นที่อังกฤษ แชปบุ้คนั้นเป็นสิ่งพิมพ์เล่มเล็กที่ผลิตขึ้นด้วยต้นทุนราคาถูก อาจเป็นการพิมพ์เพียง 8 หน้า 12 หน้า หรือ 16 หน้า (octavo) หรือพิมพ์ด้วยกระดาษ 12 คู่ จำหน่ายโดยไม่มีหน้าปก แชปบุ้คนั้นมีความหมายใกล้เคียงกับแพมเฟลท (Pamphlet) ที่ให้ความหมายว่าหนังสือเล่มเล็กหรือแผ่นพับเช่นเดียวกัน แต่ทั้งสองแบบนี้ต่างกันที่เนื้อหาภายใน แพมเฟลทจะมีความเหมือนหนังสือพิมพ์รายวันที่บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง ศาสนา หรือว่าเหตุการณ์ปัจจุบัน ส่วนแชปบุ้คนั้นจะมีเนื้อหาที่ทั่วไปกว่า อาจเป็นเรื่องตลก นิทาน เรื่องเล่าพื้นบ้าน 

 

แชปบุ้คนั้นมีชื่อเรื่องนำหน้าว่า แชป เพราะเป็นสินค้าที่ขายโดยพ่อค้าหาบเร่ที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า แชปเมน (chapmen) แชป; chap คำภาษาอังกฤษโบราณนั้นแปลว่า การค้าขาย แชปเมนในที่นี้จึงหมายถึงพ่อค้าผู้ขายหนังสือ โดยเขาจะแบกอุ้มกล่องที่ข้างในมีหนังสือเล่มเล็กเหมาะกับการพกพา ยืนขายอยู่ที่หัวมุมถนนในเมืองต่างๆ หรือเดินทางไปยังเมืองชนบทเพื่อขายสินค้าก็ได้เช่นกัน จัดจำหน่ายในราคาเพียง 2-3 เซนต์เท่านั้น และมีคลังสินค้าสต็อกหนังสือไว้หลากหลายหัวข้อ แชปบุ้คช่วงที่ได้รับความนิยมนั้นมีหัวข้อเล่มเรียกว่าหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องรักโรแมนติกของอัศวินหนุ่ม หลักการทางศีลธรรม คู่มือทำอาหาร ไปจนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับข้อแนะนำในการดูดวงและเวทมนตร์

 

ก่อนเกิดแชปบุ้ค เรามีบรอดไซด์

 

พ่อค้าหนังสือนั้นเดินทางไปทั่วอังกฤษในช่วงต้นปี 1570s เพื่อขายหนังสือให้กับใครก็ตามที่จะยอมเสียเงินซื้อได้ แชปบุ้คนั้นเกิดขึ้นตามหลังสิ่งที่เรียกว่า บรอดไซด์ (Broadside) หรือกระดาษที่พิมพ์หน้าเดียว เหมือนกับหนังสือพิมพ์แผ่นเดียว ทั้งสองมีบทบาทเป็นผลงานการพิมพ์สำหรับผู้อ่านที่ไม่มีเงินทุนเข้าถึงการเรียนได้เหมือนคนมีฐานะร่ำรวย ตัวของบรอดไซด์เองนั้นมีรูปแบบการพิมพ์แบบครึ่งๆ หมายถึงครึ่งหนึ่งของแผ่นจะเป็นบทกวีและรูปภาพ ไม่ต้องพึ่งพาทักษะการอ่านที่ซับซ้อนมากเท่าไหร่นัก  บทกวีเหล่านั้นอาจถูกซื้อมาและขับร้องโดยนักดนตรีที่มีความสามารถในการอ่านเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อย บรอดไซด์มักมีภาพจากงานพิมพ์ไม้ที่สื่อถึงบทเรียนทางศีลธรรมหรือสิ่งที่อยู่ในไบเบิ้ล ทำให้คนที่อ่านหนังสือไม่ออกก็ยังพอเข้าใจเนื้อหา ในยุคนั้นผู้คนนิยมซื้อบรอดไซด์มาแล้วแขวนไว้ที่ผนังบ้าน 

 

แชปบุ้คได้รับความนิยมจากผู้อ่านเพิ่มขึ้นอย่างมากระหว่างช่วงปี 1500 และ 1700 เพราะผู้คนจำนวนมากมีความสามารถในการอ่านและอัตราการรู้หนังสือเพิ่มมากขึ้น แม้จะไม่มีตัวเลขคนอ่านหนังสือออกได้ที่ชัดเจนบันทึกไว้ แต่เราก็พอเห็นกระแสได้จากจำนวนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น หรือดูได้จากจำนวนครูที่ถูกจัดจ้างสอนในโรงเรียนช่วงต้นยุค 1600s หรือมีหลักฐานปรากฏว่าสมาชิกของชนชั้นที่ยากจนนั้นก็มีความสามารถในการอ่าน รวมถึงชนชั้นแรงงานและผู้หญิง 

 

 

หนังสือเองก็มีราคาถูกลงด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ที่กว้างขวางมากขึ้น หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เนื้อหาจากหนังสือของชนชั้นสูงเริ่มถูกเผยแพร่มากขึ้นก็ในรูปแบบของแชปบุ้คนี้เอง เมื่อต้นทุนราคาพิมพ์ถูกลง หรือหนังสือที่มีภาพประกอบจากงานพิมพ์ไม้ สามารถผลิตซ้ำขึ้นได้ไหม โดยโรงพิมพ์เองก็มีรายได้มากขึ้นจากการขายสำเนาต้นฉบับหนังสือราคาแพงให้กับกลุ่มคนชนชั้นกลางหรือล่างด้วยราคาที่ถูก

 

แชปบุ้คกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เมื่อเครื่องพิมพ์มิมีโอกราฟหรือเครื่องโรเนียวได้รับความนิยมมากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ราคาถูกและพิมพ์แบบดิจิทัลได้ จึงเริ่มเห็นการกลับมาของหนังสือทำมือหรือการทำซีน งานศิลปะต่างๆ ที่สื่อสารด้วยสิ่งพิมพ์ชนิดนี้มากขึ้น รวมถึงยุคที่บล็อกได้รับความนิยม ในช่วงนั้นเริ่มมีสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่พิมพ์เรื่องสั้นหรือบทกวีออกมาในรูปแบบ “แชปบุ้คออนไลน์” หรือ “อี-แชปบุ้ค” หรือเรียกเล่นๆ ว่า อี-แชปส์ (e-chaps) มากขึ้น

 

ที่มาข้อมูล:

https://blog.reedsy.com/what-is-a-chapbook/

https://www.masterclass.com/articles/how-to-write-a-poetry-chapbook 

Related

Between Parts and Wholeness – จากหนึ่งถึงทั้งหมด

Video by BITS
16 MINS

Related

FAQs: ว่าด้วยเรื่องฟอนต์ของ คัดสรร ดีมาก

Article by Ananya Rodarin
Share
Explore More
Graphic Design

CONTINUE IN

Thought