logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos
logos

ความเคารพ อัตตา และทิฐิ

Read in

คุณไม่สามารถแลกความเคารพด้วยการใช้พระเดช ขณะเดียวกัน คุณก็ไม่สามารถแลกความเคารพได้ด้วยการไม่ทำคุณ และที่มากไปกว่านั้น ความเคารพตนเองให้ได้ก่อน มิเช่นนั้นคุณจะไม่มีความเคารพเพื่อไปแลกความเคารพจากคนอื่น
 

ส่วนการมีชื่อเสียงไม่ได้หมายความว่าคุณมีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ ตรงกันข้าม การมีชื่อเสียงหมายถึงคุณทำอะไรนอกลู่นอกทางได้น้อยลง การมีชื่อเสียงก็เพราะมีคนจำนวนมากที่เทิดคุณขึ้นไป แต่คนจำนวนมากที่ได้มา ไม่ได้มาจากการที่คุณไม่ได้ทำอะไร อย่างน้อยคุณก็ต้องมีค่าพอที่ทำให้คนเหล่านั้นยอมเชิดชูคุณ เคารพในสิ่งที่คุณทำ พร้อมๆ กันคุณต้องเสียคนอีกจำนวนหนึ่งไปให้กลายเป็นคนที่เกลียดคุณ เพื่อที่จะรักษาสมดุลตามหลักสังคมวิทยา มีคนรักที่ไหน ก็มีคนเกลียดที่นั่น เป็นสัจจะ
 

จริงอยู่ที่เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรักเราได้ สิ่งที่เราทำได้คือทำให้คนที่รักเราไม่หันหลังให้เราหรือเกลียดเราต่างหาก ทุกอย่างมีต้นทุน ชื่อเสียงก็เช่นกัน ไม่ได้อยู่นอกกรอบสัจจะนี้ คนที่เทิดคุณขึ้นไป หากเขาหมดศรัทธา เขามีทางเลือกสองทาง ค่อยๆวางคุณลง กับปล่อยให้คุณตกลงมาแรงๆ เหล่านี้เป็นพลังงานที่ไม่ได้หายไปไหนนะครับ มันยังปิงปองกลับมาได้ ถึงแม้หลังจบชีวิตลงแล้วก็ตาม
 

ย้อนเทปกลับมาที่ต้นทางของความเคารพ นั่นก็คือตัวตน (Ego) การที่จะว่าใครว่าอีโก้จัดนั้นต้องฉลาดคิดให้ดีก่อน เพราะคุณกำลังมองไม่เห็นอีโก้ตัวเอง ผู้ที่มักใช้คำนี้เป็นนิจกับผู้อื่นจึงต้องมองทุกอย่างอย่างเป็นธรรมด้วย เพราะการพิจารณาความรู้สึกว่าบุคคลคนนั้นอีโก้แดกหรือไม่ ต้องเข้าใจก่อนว่า “อีโก้แดก” คืออะไร อีโก้แดกคืออาการที่บุคคลคนนั้นแสดงออกในกายกรรมหรือวจีกรรมหรือทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน เกินไปจากขอบเขตที่รับรองโดยความสามารถของบุคคลคนนั้น ข้อควรสังเกตคืออีโก้และอีโก้ที่ปริมาณล้นมาเป็นอีโก้แดกสามารถอาศัยอยู่ในมโนกรรมได้ โดยต้องอาศัยความสามารถทางสติและปัญญาของแต่ละบุคคลในการควบคุมไม่ให้ล้นมาเป็นกายกรรมหรือวจีกรรมภายนอก ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาอย่างเป็นธรรมและละเอียดด้วยว่าสิ่งที่บุคคลดังกล่าวแสดงออกนั้นเกินขอบเขตที่ตัวเขารับได้หรือเปล่า อีโก้ไม่ใช่เรื่องไม่ดี มันจะไม่ดีก็ต่อเมื่อมันล้นขนาดจำกัดเฉพาะบุคคล แต่ละคนจึงมีขนาดของอีโก้ไม่เท่ากัน และนั่นก็หมายถึงถ้าบุคคลนั้นจะเข้าข่ายว่าอีโก้แดก การล้ำเส้น “อีโก้” (ซึ่งเป็นสภาวะปกติของปัจเจก) ไปสู่ “อีโก้แดก” (ซึ่งเป็นสภาวะเกินจริงของปัจเจก) ในแต่ละบุคคลก็ไม่เท่ากัน และที่เขียนมาทั้งหมดก็ต้องนั่งดูแลอีโก้ตัวเองด้วยเหมือนกัน พิจารณาดูแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์มากกว่าเสีย แล้วคิดว่าไม่ได้พูดเกินขนาดของตน
 

หมายเหตุ : คำว่าอีโก้และอีโก้แดก เป็นศัพท์ภาษาพูดใช้ในการตีความตามภาษาพูดทางสังคม ไม่เกี่ยวกับภาษาทางจิตวิทยาเรื่องของ Ego, Id, Super Ego และ Alter Ego
 

ในส่วนสุดท้าย คือคำว่า “ทิฐิ” ในภาษาไทยเรามักใช้คำว่าทิฐิในความหมายว่าความอวดดื้อถือดี ดื้อรั้น ตะแบงทั้งที่รู้ว่าผิดแต่ไม่ยอมรับนำมาสู่การไม่ปรับปรุง ทิฐิก็คือการไม่ยอมรับความจริงตรงหน้านั่นเอง
 

แต่อันที่จริงแล้ว คำว่าทิฐินั้นไม่ได้มีความหมายลบเสมอไป
 

คนทั่วไปมักจะแปลสัญญาณคำว่า “ทิฐิ” ในทางลบ ซึ่งก็คือ “มิจฉาทิฐิ” คือถือมั่นในการทำอะไรบางอย่างแล้วออกจากสิ่งนั้นไม่ได้ เป็นความเห็นที่ใช้การปฏิเสธเป็นที่ตั้ง นำมาซึ่งการประมาทขาดสติ นำมาสู่การเห็นแก่ตัว เราไม่ควรที่จะกลัวการมีทิฐิ เพราะการมีทิฐิในแบบที่เรียกว่า “สัมมาทิฐิ” นั่นคือ การมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา นำมาสู่การทำซ้ำเพื่อสืบสาวหาเหตุผล ทำซ้ำเพื่อแยกแยะสิ่งนั้นๆ ตามสภาวะ ตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย
 

ทิฐิในเชิงบวกให้ความก้าวหน้าทางจิตใจและเจริญความคิด ทำให้เราใช้ทิฐิเป็นเครื่องมือในการชนกับปัญหา ในขณะที่ทิฐิในเชิงลบก็แน่นอนที่ให้ผลตรงกันข้าม ในภาษาแบบง่ายๆ แบบบริบทสังคมปัจจุบัน อาจกล่าวให้เข้าใจได้โดยง่ายว่า ทิฐิในเชิงบวกคือการมีอีโก้ ซึ่งก็คือการใช้ความมั่นใจในการทำให้งานก้าวไปข้างหน้า ทิฐิในเชิงลบคือการที่ถูกอีโก้ตนเองแดกจนเห็นการอยู่กับที่เป็นความก้าวหน้า
 

ชีวิตจึงเป็นเรื่องของการสมดุลทั้งสามสิ่งนี้ไปพร้อมกัน
 

Share

CONTINUE IN

Thought